รวมรวมเกม EIS (วิชาคอมพิวเตอร์)

เป็นการรวบรวมด่าน ที่สามารถนำไปทำกิจกรรมค่ายวิชาการ (ค่าย EIS) ของวิชาคอมพิวเตอร์ได้

1. เกมเขียนโปรแกรมด้วยแก้ว ที่ได้ใช้งานแล้ว เมื่อปีการศึกษา 2559
รายละเอียดตามนี้

https://drive.google.com/open?id=0B1-Td16_ri7GVWZNYnBzMVh1U3c

 

2. เกมน็อต เดี๋ยวไปเอาเอกสารมาแปะ
3. เกมบัว เอาโค้ดสี โค้ด HTML ให้อ่าน 2-3 นาที แล้วเก็บใบคืน แล้วมีคำถามขึ้นให้ทาย ถ้าเอกสารมาจะแปะ
4. เราคิดเกม ทำจิ๊กซอ ชิ้นเท่าเอสี่ แจกคนละชิ้น (แบ่งกลุ่มตามห้อง) ช่วยกันวางต่อให้สมบูรณ์ ยังไม่เป็นกลุ่ม ช่วยกันให้หมด พอวางต่อกันแล้วก็จะขึ้นเป็นคำถาม 5 คำถาม ให้แต่ละกลุ่ม ช่วยกันหาคำตอบ อาจจะมี แทบเลตให้กูเกิลได้ ไรงี้

ข้อดี ชิ้น ๆ เก็บง่าย

ต่อแล้วใหญ่ได้ ใช้แทนป้ายถ่ายรูปได้ ถ้าจัดวางดี ๆ 

ใช้ต่อได้

ทุกคนได้ช่วยกันหมด เพราะต้องวางชิ้นในมือตัวเอง

Advertisements

การปฏิบัติ ยกตัวอย่างพฤติกรรม

ผลการปฏิบัติงานการประเมิน ครั้งที่ 5

การปฏิบัติตน

http://www.pongpetrdriving.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=515702
=====1. วินัย คุณธรรม จริยธรรมสำหรับข้าราชการ

http://prathana0011.blogspot.com/2012/08/blog-post_28.html

    วินัยและการรักษาวินัย
1.ครูต้องประพฤติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพและแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ
2.ครูต้องสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธ์ใจและมีหน้าที่วางรากฐานให้เกิดระบอบการปกครองเช่นว่านั้น
3.ครูต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสมอภาคและเที่ยงธรรม มีความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใส่รักษาประโยชน์ของทางราชการและต้องปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด
4.ครูต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ และหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาลโดยถืประโยชน์สูงสุดของผู้เรียนและไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
5.ครูต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการโดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง
6.ครูต้องตรงต่อเวลา อุทิศเวลาของตนให้แก่ทางราชการและผู้เรียนจะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมิได้ การละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการเป็นความผิดวินัยร้ายแรง
7.ครูต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ชุมชน สังคม มีความสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียนและระหว่างข้าราชการด้วยกันหรือผู้ร่วมปฏิบัติราชการ ต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เรียนและประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
8.ครูต้องไม่กลั่นแกล้ง กล่าวหาหรือร้องเรียนผู้อื่นโดยปราศจากความเป็นจริง
9.ครูต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรม หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่รชการของตน
10.ครูต้องไม่คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบหรือนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นหรือจ้างวานให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนในระดับที่สูงขี้น การฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวนี้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
11.ครูต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้จัดการหรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
12.ครูต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยต้องไม่อาศัยอำนาจและหน้าที่ราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล หรือพรรคการเมืองใด
13.ครูต้องรักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสียโดยไม่กระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว        
           คุณธรรม จริยธรรมของครู

        1.ครูต้องมีความขยันหมั่นเพียร
        2.ครูต้องมีวินัยตนเอง
        3.ครูต้องรู้จักปรับปรุงตนเอง
       4.ครูต้องให้ความช่วยเหลือผู้อื่น
       5.ครูต้องบำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชน
       6.ครูต้องเสียสละเพื่อสาธารณะประโยชน์
       7.ครูต้องรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
       8.ครูต้องมีความกตัญญูกตเวที
       9.ครูต้องไม่ประมาท
     10.ครูต้องปฏิบัติต่อผู้อาวุโสในทางที่ดี
     11.ครูต้องมีสัจจะและแสดงความจริงใจ
     12.ครูต้องมีความเมตตากรุณา
     13.ครูต้องมีความอดทน อดกลั้น
     14.ครูต้องมีความซื่อสัตย์
     15.ครูต้องมีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลา
     16.ครูต้องมีการให้อภัย
     17.ครูต้องประหยัดและอดออม
    18.ครูต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
    19.ครูต้องมีความรับผิดชอบ
    20.ครูต้องจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

 

=====2. มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพครู

http://prathana0011.blogspot.com/2012/08/blog-post_28.html

 จรรยาบรรณของวิชาชีพครู

                  1.ครูต้องรักษาวินัยที่บัญญัติเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ

2.ครูต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ
3.ครูต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ
4.ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
5.ครูต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ
6.ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ หรือผู้รับบริการ
7.ครูต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาคโดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
8.ครูต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ
9.ครูต้องประสงค์ปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

=====3. เจตคติต่อวิชาชีพครู

https://sites.google.com/site/orathaieducation/home/kar-srang-khwam-sraththa-laea-cetkhti-thi-di-tx-wichachiph-khru

เจตคติของครูที่มีต่อวิชาชีพครู

 

ผู้ประกอบาอาชีพครูต้องมีคุณลักษณะและคุณสมบัติที่สำคัญหลายประการ ผู้ประกอบอาชีพครูควรมีเจตคติที่ดีต่อคุณลักษณะ
และคุณสมบัติที่สำคัญๆ นั้นๆ ด้วย จึงจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมและประเทศชาติ เจตคติที่ดีต่อ
คุณลักษณะและคุณสมบัติของอาชีพครูมีหลายประการซึ่งอาจจำแนกได้ดังต่อไปนี้คือ

 

1. เจตคติที่ดีต่อลักษณะอาชีพของครู ผู้ประกอบอาชีพครูต้องมีความเสียสละ มีเมตตากรุณา และต้องมีความอดทนอดกลั้น
เป็นอย่างยิ่ง ครูควรมีความภูมิใจในอาชีพของตน ไม่ควรคิดว่าต่ำต้อยหรือด้อยเกียรติในสังคม

 

2. เจตคติที่ดีต่อลักษณะการเป็นครู ผู้ประกอบอาชีพครูควรเป็นผู้รอบรู้ทันสมัย ขยันขันแข็ง มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง

 

3. เจตคติที่ดีต่อนักเรียน ผู้ประกอบอาชีพครูต้องมีความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก รักและเอ็นดูเด็ก ให้อภัยและช่วยเหลือเด็กอยู่เสมอ

 

4. เจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอน ผู้ประกอบอาชีพครูต้องมีความรู้สึกรักการสอน มีการเตรียมการสอนที่ดี มีเทคนิคและมีวิธีการ
สอนที่หลากหลายให้นักเรียนมีความรู้ และมีความเข้าใจในเนื้อหาวิชาอย่างกว้างขวางชัดเจน พร้อมทั้งมีการปรับปรุงการสอนอยู่เสมอ

 

5. เจตคติที่ดีต่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของครู อาชีพครูทุกอาชีพมีความเจริญก้าวหน้าทั้งสิ้น ถ้าผู้ประกอบอาชีพ
มีความตั้งใจอย่างเต็มกำลังความสามารถและยังผลให้งานนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เจตคติที่ดีต่อวิชาชีพครูมีความสำคัญบุคคลที่เป็นครู และผู้ศึกษาวิชาชีพครูเพื่อจะไปเป็นครูในอนาคต เพราะเมื่อบุคคลเกิดเจตคติ
ที่ดีต่องานของตนหรือพอใจในงานที่ตนทำอยู่ ย่อมทำให้ทำงานอย่างมีความสุข และมีความตั้งใจในการทำงานอย่างดีที่สุด ดังนั้นจึงอาจ

กล่าวได้ว่า เจตคติที่ดีวิชาชีพครูมีความสำคัญมากดุจเดียวกันกับโครงเหล็กภายในที่ช่วยยึดอาคารให้มั่นคงแข็งแรง

 

 

=====4. การพัฒนาตนเอง

http://www.krusmart.com/professional-teacher-way/

ข้าพเจ้า ขอเสนอแนวทางเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณครูทุกท่าน การที่จะก้าวสู่ความเป็นครูมืออาชีพนั้นจะต้อง ฝึกฝน พัฒนาตนเองในสิ่งดังต่อไปนี้
1. ปฏิบัติตนให้มีความเหมาะสม  เป็นที่ยอมรับของทุกคนที่พบเห็นไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียนหรือในชุมชนที่ตนอยู่
2. ต้องศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาของชาติ  นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ  นโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ตลอดจนทราบนโยบายของโรงเรียนของตนเอง  เพื่อเป็นแนวทาง  ทิศทางในการปฏิบัติงาน  การจัดกิจกรรมการเรียนรู้  การพัฒนาโรงเรียน  และพัฒนาผู้เรียนสู่เป้าหมายที่ถูกต้อง
3.  ต้องศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรสถานศึกษาให้ชัดเจน นำมาออกแบบการเรียนรู้  จัดกระบวนการเรียนรู้  กำหนดการวัดประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์/ทักษะต่างๆ
4.  ครูที่ดีจะต้องรู้จักผู้เรียน ว่าผู้เรียนแต่ละคนเป็นอย่างไร มีจุดเด่น  จุดที่ต้องพัฒนาอะไรบ้าง  ดังนั้น ครูต้องมีการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล  เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสม  สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน
5. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นทักษะกระบวนการ  มีกิจกรรมให้เด็กนักเรียนได้ฝึกคิด  ฝึกปฏิบัติ  มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ให้มากที่สุด  นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย  และสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือกลุ่ม  โดยครูเป็นเพียงผู้ที่คอยให้คำแนะนำ  ดูแล  จัดหาสื่อการเรียนรู้  จัดแหล่งเรียนรู้
6.  กิจกรรมการเรียนรู้ควรมีการบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ของตนเอง  หรือบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ  เกี่ยวกับเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์กัน  คุณลักษณะที่พึงประสงค์  การวัดผลประเมินผล  ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างสมบูรณ์
7.  จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการวัดผลประเมินผลที่หลากหลายตามสภาพจริงของผู้เรียน โดยครูไม่ควรเน้นแต่การให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว ควรมีการวัดผลประเมินผลโดยการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ การตอบคำถาม การแสดงความคิดเห็น  การอภิปรายหน้าชั้นเรียนของผู้เรียน การทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำชิ้นงาน การจัดนิทรรศการการเรียนรู้ หรือแฟ้มสะสมงานของผู้เรียน
8.   ครูควรมีการจัดกิจกรรม  หรือดำเนินโครงการที่มุ่งเน้นพัฒนา   ผู้เรียนให้เกิดความรู้ ทักษะ หรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์อย่างต่อเนื่อง  เช่น  กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน / สืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนหรือชุมชน ตลอดจนกิจกรรมปลูกฝังให้ผู้เรียนรักและร่วมกันพัฒนาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน
9. ครูที่ดีควรมีการอบรม แนะนำพัฒนาผู้เรียน กำกับ ติดตาม  แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง  ใช้การวิจัยช่วยในการแก้ปัญหาผู้เรียนในด้านต่างๆ
10. ครูต้องหมั่นศึกษา  พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา  มีกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูทั้งในโรงเรียนของตนเอง โรงเรียนอื่นๆ  ตลอดทั้งชุมชนอย่างต่อเนื่อง
11. ครูต้องมีทักษะและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการเรียนรู้
12. ครูต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น  มีสุนทรียภาพ   ทำงานร่วมกับผู้อื่น  และมีเครือข่ายการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ถ้าคุณครูทุกท่านทำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าเยาวชนของไทยจะมีคุณลักษณะตามที่ทุกคนคาดหวัง  และคุณครูทุกท่านย่อมประสบความสำเร็จในความเป็นครู และก้าวสู่ความเป็นครูมืออาชีพ และมีความก้าวหน้าในวิชาชีพครูอย่างแน่นอน

ที่มา : วารสาร สควค. ฉบับที่ 7 หน้าที่ 12 เขียนโดย นายเดชา   การรัมย์ ผู้อำนวยการ ร.ร บ้านม่วงหนองตาด จ.สุรินทร์

 

=====5. การพัฒนาบุคลิกภาพ

http://teacherpersonality.blogspot.com/2016/10/blog-post_50.html

https://sites.google.com/site/krukruthai/bthkhwam-phasa-thiy/khrukabkarphathnabukhlikphaph

บุคลิกภาพดีด้วย ดังนั้นจึงมีวิธีการพัฒนาบุคลิกภาพครู 10 ขั้นตอน

            ขั้นที่1 มั่นใจในตนเอง  ครูต้องมุ่งมั่นพัฒนาบุคลิกด้วยใจเบิกบาน ขจัดความกลัว ขจัดปมด้อย เห็นคุณค่าตัวเราเอง

          ขั้นที่2 มีไมตรีจิต  ครูต้องรู้จักการให้ผู้อื่นก่อน ด้วยใจจริง จะทำให้ได้มิตรที่แท้จริงกลับมา หรือคนอื่นประทับใจเราอย่างที่เราประทับใจคนอื่น

            ขั้นที่3 คล่องแคล่ว-ว่องไว ศึกษาบุคลิกบุคคลรอบข้างว่าเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร แล้วปรับตัวเอง ให้มีความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง แต่ต้องรู้จักสัมมาคาราวะ

            ขั้นที่4 ตรงต่อเวลา   ครูต้องรักษาเวลา เพราะการรักษาเวลานัดหมายเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือไว้ใจ และเกรงใจจากผู้อื่น

            ขั้นที่5 การควบคุมตัวเอง  ครูต้องมีรูจักควบคุมอารมณ์ สติ ในการแก้ไขปัญหาอย่างชาญฉลาด

            ขั้นที่6 รู้จักกาลเทศะ    ครูต้องคิดเป็นว่าสิ่งไหนดี- ไม่ดี อะไรควรทำ- ไม่ควรทำ แล้วอะไรเหมาะ -ไม่เหมาะ และทำให้เกิดผลดี

            ขั้นที่7 มธุรสวาจา    ครูต้องมีทักษะการพูดที่ดี คือพูดดีมีสาระ จริงใจ ไพเราะ ประทับใจคนฟัง

            ขั้นที่8 เอาใจเขามาใส่ใจเรา   ครูคิดทำการใดต้องรู้จักประมาณใจคนอื่น(คิดว่าเราเป็นเขา เขาเป็นเรา)

            ขั้นที่9 เสริมลักษณะทางกาย  ครูต้องแต่งกายให้เรียบร้อย สะอาด และเหมาะสมกับกาลเทศะ มีมารยาทการออกสังคมที่ดี

            ขั้นที่10 เติมเต็มชีวิตชีวา    ครูต้องผสมผสานทั้ง10ขั้นตอนเข้าด้วยกัน แต่ให้เพิ่มความน่ารัก และความจริงใจที่ไม่แสแสร้งเข้าไปด้วย

http://tn-sumittano5.blogspot.com/2015/10/personality.html 

บุคลิกภาพที่เป็นที่ปรารถนา ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.มีสุขภาพสมบูรณ์

2.ลักษณะท่าทางมีสง่า กระดับกระเฉง คล่องแคล่ว ว่องไว กระตือรือร้น ใฝ่และแสวงหาความก้าวหน้า

3.เป็นคนมีเหตุผล ละเอียด สุขุม รอบคอบ

4.มีอารมณ์มั่นคง มีอารมณ์ขัน ร่าเริงอยู่เสมอ รู้จักบังคับใจตนเอง ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์

5.ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีความทุกกาลเทศะ

6.มีกำลังใจเข้มแข็ง มีความอดทนสูง

7.เป็นตัวของตัวเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ

8.ไม่มองโลกในแง่ร้าย เป็นบุคคลที่มองโลกแง่ดี

9.เป็นบุคคลที่ยอมรับความจริง และเข้าใจโลก

10.มีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่เป็นคนขี้อาย มีความสามารถในการตัดสินใจไม่รวนแร

11.มีความร่าเริง สดชื่น แจ่มใสอยู่เสมอ

12.มีความสุขภาพเรียบร้อย กิริยามารยาท วาจาท่าทางแสดงออกเป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น

13.มีความเห็นอกเห็นใจ ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มีความทุกข์

14.มีความเห็นอกเห็นใจ ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มีความทุกข์

15.มีความสงบเสงี่ยม รู้จักอดกลั้น บังคับใจตนเอง ไม่ตื่นเต้น หวั่นไหวต่อเหตุการณ์

16.ไม่เห็นแก่ตัว เอาเปรียบผู้อื่น

https://www.gotoknow.org/posts/464416

 

=====6. การดำรงชีวิตที่เหมาะสม

https://sites.google.com/site/kruyoknp/kkhs-2/kar-darng-chiwit-hemaa-sm

++++++++++++น่าอ่านสุด ๆ+++++++++++++++++

การดำรงชีวิตเหมาะสม

3.1 การดำรงชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนร่วมงาน และนักเรียนในการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เกินจำเป็น การจัดการรายได้ของครอบครัวอย่างเหมาะสม ปฏิบัติจนเป็นนิสัย ทั้งอยู่ที่บ้านและที่ทำงาน เช่น การปลูกผักที่บ้าน การมาปฏิบัติราชการโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ แทนรถยนต์ส่วนตัว เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัว และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ใช้จ่ายอย่างประหยัดในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต รู้จักอดออม ยอมรับในความพอดี พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ไม่สร้างปัญหาให้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของการทำงานและการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งการส่งเสริม สนับสนุน ให้ความรู้นักเรียนรู้จักการประหยัดและการออม และการใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

(เอกสารอ้างอิง 1. สมุดบัญชีธนาคาร 2. เอกสารแสดงการวางแผนชีวิต เช่นใบเสร็จ ชพค. ประกันชีวิต 3. รูปถ่ายการปลูกผักสวนครัวที่บ้าน)

3.2 การละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด

ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี แก่เพื่อนร่วมงาน และนักเรียน โดยการปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด ที่เป็นอันตรายต่อตนเองและคนที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด การส่งเสริม และให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งเสพติดทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน โดยการให้นักเรียนจัดป้ายนิเทศในห้องเรียนและในบริเวณโรงเรียน การเดินรณรงค์ในหมู่บ้าน เป็นต้น (เอกสารอ้างอิง 1. เกียรติบัตร 2. ภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง 3. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน)

3.3 การใช้หรือให้ข้อมูล ข่าวสารของส่วนบุคคลและของทางราชการ ให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง

ให้ความร่วมมืออย่างดี ในการให้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลโรงเรียนในส่วนที่เรารับผิดชอบแก่ฝ่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องการทราบข้อมูลครู นักเรียนและโรงเรียน เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของทางโรงเรียนด้วยความถูกต้องชัดเจน ไม่ก่อให้เกิดผลเสียแก่ทางราชการ ทั้งในรูปแบบการกรอกข้อมูลเป็นแผ่นเอกสาร และกรอกผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยให้ข้อมูล ที่ถูกต้อง ชัดเจน และตรงต่อเวลา รวมทั้งการไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นในการเข้าไปดู หรือใช้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางราชการของผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล

(เอกสารอ้างอิง 1. จดหมายข่าว 2. ภาพการประชุมผู้ปกครอง 3. บันทึกการประชุม)

3.4 การดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี เหมาะสมกับสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่

ปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนร่วมงานและนักเรียนโดยประพฤติ ปฏิบัติและวางตนให้เหมาะสมทั้งทางกาย วาจา ใจ เช่น การแต่งกายเหมาะสมกับกาลเทศะ การมีกิริยาวาจาที่สุภาพ มีอ่อนน้อมถ่อมตน และยังประพฤติปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีของศาสนาและในช่วงปิดภาคฤดูร้อนได้เข้าอุปสมบทเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย เป็นเวลา 1 เดือน มีความซื่อสัตย์สุจริตเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน มีวินัยในตนเอง ตรงต่อเวลา ซึ่งเป็นตัวอย่างในการประพฤติปฏิบัติตน จนได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงาน ผู้บริหาร และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น

(เอกสารอ้างอิง 1. บันทึกการเยี่ยมบ้าน 2. ภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง)

3.5 การประหยัด มัธยัสถ์ อดออม

ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ในเรื่องการประหยัด มัธยัสถ์ อดออม

ไม่ฟุ่มเฟือย เกินจำเป็น ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต การจัดการรายได้ของครอบครัวอย่างเหมาะสม ปฏิบัติจนเป็นนิสัย ทั้งอยู่ที่บ้านและที่ทำงาน และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง รู้จักอดออมยอมรับในความพอดี พอใจในสิ่งที่มีอยู่ ไม่สร้างปัญหาให้ส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของการทำงานและการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมทั้งการส่งเสริม สนับสนุน ให้ความรู้นักเรียนรู้จักการประหยัดและการอดออม
(เอกสารอ้างอิง 1. สมุดบัญชีธนาคาร )

 

การปฏิบัติงาน

=====1. การจัดการเรียนรู้

การสอน แผน โครงการสอน
http://www.krooupdate.com/news/newid-1245.html

 

http://www.kroobannok.com/21863

การจัดการเรียนการสอน โดยผู้เรียนใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนการสอน ครูจะเตรียมตัวเองอย่างไร ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดเนื้อหาสาระ กำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง จุดประสงค์การเรียนรู้ปลายทางและนำทาง ศึกษาหลักการ ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ จิตวิทยาศาสตร์ กระบวนการวัดและประเมินผล พัฒนาเทคนิคการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ โดยเน้นกระบวนการให้ชื่อว่าเทคนิคการเรียนรู้แบบ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบกงล้อกงหัน มี 7 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นเพียรศึกษาค้นคว้า ขั้นพัฒนาความรู้และฝึกประสบการณ์ ขั้นสร้างสรรค์องค์ความรู้ ขั้นมุ่งสู่การประเมินผล ขั้นแยบยลผลสรุป ขั้นสุดท้ายนำไปใช้ มีการสอดแทรกกิจกรรมฝึกทักษะพื้นฐานการวิจัย และมีรายละเอียดการบูรณาการ สาระการเรียนรู้ทั้งในกลุ่มสาระเดียวกัน และต่างกลุ่มสาระ เตรียมสื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ เช่น ตัวอย่างของจริง ใบความรู้ ชุดฝึกทักษะ กระบวนการคิด การปฏิบัติและการแก้ปัญหา ใบงาน แถบบันทึกเสียง แผ่นโปร่งใส ฯลฯ เตรียมเครื่องมือวัดและประเมินผล เช่น แบบทดสอบ แบบประเมินชิ้นงาน แบบประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์ แบบประเมินตนเองเกี่ยวกับการเรียนรู้ แบบประเมินกลุ่มเกี่ยวกับการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แบบประเมินทักษะการทดลอง ฯลฯ ครูจะเตรียมผู้เรียนอย่างไร ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ จุดประกายการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เร้าความสนใจ การระดมความคิด กิจกรรมละลายพฤติกรรม ฯลฯ แล้วครูจะจัดเตรียมการเรียนการสอนอย่างไร การจัดกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบ กงล้อกงหันที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญดังนี้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นเพียรศึกษาค้นคว้า ขั้นพัฒนาความรู้และฝึกประสบการณ์ ขั้นสร้างสรรค์ความรู้ ขั้นมุ่งสู่การประเมินผล ขั้นแยบยลผลสรุป ขั้นสุดท้ายนำไปใช้ เป็นการเร้าความสนใจของผู้เรียนก่อนการเรียนรู้ ในการนำเข้าสู่บทเรียน อาจจะนำโดยครูผู้สอน ครูและนักเรียน หรือนักเรียนเป็นผู้นำเข้าสู่บทเรียนลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือหลายลักษณะก็ได้ โดยใช้แถบบันทึกเสียง ภาพ ข่าว หนังสือพิมพ์ เกม เพลง ดูวีดีทัศน์หรืออาจจะเป็นการทบทวนความรู้เดิม รูปภาพ คำถาม หรือกิจกรรมอื่น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ เป็นขั้นที่ให้ความรู้ใหม่ ที่เชื่อมโยงกับขั้นนำเข้าสู่บทเรียน เป็นขั้นที่ผู้สอนต้องใช้นวัตกรรมให้เกิดการเรียนรู้ความรู้ใหม่ โดยการใช้ใยความรู้ ใบงาน เอกสารประกอบการเรียน ชุดการเรียน ศูนย์การเรียน วีดีทัศน์ ฝึกทักษะพื้นฐานการวิจัยตั้งแต่การระบุปัญหา การตั้งสมมติฐาน การพิสูจน์ ทดสอบ ทดลอง รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล เป็นการฝึกระหว่างสอนในเรื่องที่ได้ศึกษาในขั้นที่ 2 เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ฝึกฝนกระบวนการคิดการแก้ปัญหา โดยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกลุ่ม ได้เรียนรู้จากกัน แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ความคิดและประสบการณ์แก่กันและกันให้มากที่สุด เป็นการพัฒนาความรู้ความคิดของผู้เรียนให้เกิดแบบยั่งยืน เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกความคิดรวบยอดในเรื่องที่ได้ศึกษามา โดยการเขียนเป็นข้อสรุปที่เข้าใจง่าย เช่น การเขียนแบบแผนที่ความคิด (Mind Mapping) การเขียนแบบมโนมิติ หรือเขียนสรุปใจความสั้นๆ เป็นการประเมินระหว่างสอนตามลำดับความยากง่ายของเนื้อหา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจและสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ในเนื้อหานั้นๆ อาจทำได้โดยให้ผู้เรียนตอบคำถามเล่าเรื่องนำเสนอในสิ่งที่สร้างสรรค์ไว้ ในขั้นที่ 4 หรือบันทึกผลการทดลอง หรือใช้วิธีใดวิธีหนึ่งตามความเหมาะสมหรืออาจจะผลตามสภาพจริง (ตนเองประเมิน เพื่อนประเมิน และครูประเมิน) เป็นการสรุปเนื้อหาความรู้ใหม่ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ อาจจะสรุปโดยผู้เรียนหรือครูผู้สอนหรือครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันสรุป อาจจะใช้สื่อช่วยในการสรุป เช่น ใช้ในสรุปเนื้อหา ใช้วีดีทัศน์หรือรูปภาพประกอบการสรุป เป็นขั้นที่ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ในแหล่งชุมชน การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ทำงานหรือเตรียมบทเรียนต่อไป หรือการประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน มีการวัดและประเมินผลครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ นอกจากนี้ยังมีการประเมินผลตามสภาพจริง โดยใช้เครื่องมือวัดและประเมินผลที่ชัดเจน เช่น แบบประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์ แบบประเมินชิ้นงาน แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ แบบทดสอบ แบบประเมินตนเองเกี่ยวกับการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะวิทยาศาสตร์ ที่มาข้อมูล : ศรีมงคล เจริญรัตน์ วารสารวิชาการ ปีที่ 7 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2547 ที่มาเว็บ : https://www.myfirstbrain.com
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/21863

 

 

=====2. การพัฒนาผู้เรียน

http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/teacher/26080

เรียนรู้ในรายวิชาภาษาไทยได้ ซึ่งมีขั้นตอนของบันได ๕ ขั้น สู่วิธีการและการจัดการเรียนรู้ในบริบทและขั้นตอนต่อไปนี้
๑. ขั้นการตั้งคำถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) เป็นขั้นตอนที่ครูผู้สอนจะต้องฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด สังเกต ตั้งคำถาม และเกิดการเรียนรู้จากการตั้งคำถาม
๒. ขั้นการสืบค้นความรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) ครูผู้สอนจะต้องฝึกให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ สืบค้นข้อมูล จากแหล่งข้อมูลและสารสนเทศต่างๆ จากการฝึกปฏิบัติและการทดลอง ตลอดจนการเก็บข้อมูล เป็นต้น
๓. ขั้นการสร้างความรู้ (Learning to Construct) เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกันที่ครูผู้สอนจะต้องฝึกให้ผู้เรียนนำความรู้จากการศึกษาค้นคว้า การทดลอง มาใช้ในการถกแถลง แสดงความคิดเห็น อภิปรายความรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การสรุปและสร้างองค์ความรู้
๔. ขั้นการสื่อสารและนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ(Learning to Communication) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้มาสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การพูด การอ่าน การเขียน หน้าชั้น
๕. ขั้นการบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve) คือการที่ครูผู้สอนจะต้องฝึกให้ผู้เรียนนำความรู้มาสู่การปฏิบัติ สามารถเชื่อมโยงความรู้ไปสู่การทำประโยชน์ให้กับสังคม อันจะส่งผลต่อการมีจิตสาธารณะของผู้เรียนและการบริการสังคม
http://www.plearnpattana.ac.th/m465/index.php?option=com_content&task=view&id=28&Itemid=84

แนวทางการพัฒนานักเรียน

แนวทางการจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ในวัยเตรียมอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลายของเพลินพัฒนา มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กๆ พัฒนาตนอย่างเพลิดเพลินและเติบโตอย่างมีความสุข ถึงพร้อมด้วยทักษะสำคัญ 3 ประการ คือ

ทักษะชีวิต (Life Skills) มีคุณลักษณะนิสัยที่ดีงาม สามารถจัดการและดูแลชีวิตของตนเองได้ดี และอยู่ร่วมในสังคมที่หลากหลาย แตกต่างทางความคิดได้อย่างดี พร้อมที่จะเผชิญกับความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตอย่างมีความสุข

 

ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills / Knowledge Skills) มีพื้นฐานความรู้และความสามารถในการเรียนรู้ได้ดี มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้และต่อยอดความรู้ได้ตามความสนใจของแต่ละบุคคล

 

ทักษะการทำงาน (Working Skills) มีความสามารถในการจัดการงานของตนได้ดี และมีทักษะที่จำเป็นต่อโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต

 

=====3. การพัฒนาวิชาการ

https://www.gotoknow.org/posts/518295)

สำหรับการบริหารงานวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546, หน้า 99 – 112)  ได้กล่าวว่า

  การบริหารงานวิชาการ หมายถึง การบริหารกิจกรรมทุกอย่างในสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ และการศึกษาของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยมีขอบข่ายการบริหารงานวิชาการดังนี้

1. การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ได้แก่ศึกษา  วิเคราะห์เอกสารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พ.ศ.2544 สาระแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการของสังคม ชุมชนและท้องถิ่น วิเคราะห์สภาพแวดล้อม เพื่อจัดทำโครงสร้างหลักสูตร และสาระที่กำหนดให้มีในหลักสูตรสถานศึกษา

2. การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ส่งเสริมให้ครูจัดทำแผนการเรียนรู้ตามสาระและหน่วยการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญส่งเสริมให้ครูจัดกระบวนการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระและหน่วยการเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ครูจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน

3. การวัดผลประเมินและเทียบโอนผลการเรียน ได้แก่ กำหนดระเบียบแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลประเมินผลของสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูจัดทำแผนการวัดผล และประเมินผล แต่ละรายวิชาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา สาระการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ และการจัดกิจรรมการเรียนรู้

4. การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้แก่ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยเกี่ยวกับการบริหารการจัดการ และการพัฒนาคุณภาพงานวิชาการในภาพรวมของสถานศึกษา ส่งเสริมให้ครูศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้

5. การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ได้แก่ ศึกษา วิเคราะห์ ความจำเป็นในการใช้สื่อ และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนการสอน จัดหาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอน และพัฒนางานด้านวิชาการ

6. การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ ได้แก่ การสำรวจแหล่งการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งในสถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น ในเขตพื้นที่การศึกษาใกล้เคียง จัดทำเอกสารเผยแพร่แหล่งการเรียนรู้ให้แก่ครู สถานศึกษาอื่น บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอื่น

7. การนิเทศการศึกษา ได้แก่ การจัดระบบการนิเทศงานวิชาการและการเรียนการสอนภายในสถานศึกษา ดำเนินการนิเทศงานวิชาการ การเรียนการสอน ในรูปแบบหลายเหมาะสมกับสถานศึกษา

8. การแนะแนวการศึกษา ได้แก่ จัดระบบการแนะแนวทางวิชาการและวิชาชีพภายในสถานศึกษา โดยเชื่อมโยงกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และกระบวนการเรียนการสอน ดำเนินการแนะแนวการศึกษาโดยความร่วมมือของครูทุกคนในสถานศึกษา

9. การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ได้แก่ การจัดระบบโครงสร้างองค์กร ให้รองรับการจัดระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา กำหนดเกณฑ์การประเมินเป้าหมายความสำเร็จของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาและตัวชี้วัดของกระทรวงเป้าหมายความสำเร็จของเขตพื้นที่การศึกษา หลักเกณฑ์และวิธีการประเมิน ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาให้บรรลุตามเป้าหมาย

10. การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน ได้แก่ การศึกษา สำรวจความต้องการสนับสนุนงานวิชาการแก่ชุมชน จัดให้ความรู้ เสริมสร้างความคิด และเทคนิคทักษะทางวิชาการ เพื่อการพัฒนาทักษะวิชาชีพและคุณภาพของประชาชนในชุมชน

11. การประสานความร่วมมือ ในการพัฒนางานวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น ได้แก่ ประสานความร่วมมือ ช่วยเหลือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาของรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอุดมศึกษา

12. การส่งเสริมสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงานและสถานบันอื่นที่จัดการศึกษา ได้แก่  สำรวจและศึกษาข้อมูลการจัดการศึกษา  ความต้องการในการได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการของบุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน สถานบันสังคมอื่น และการพัฒนาคุณภาพการเรียน จัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา

….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/518295)

 

=====4. การพัฒนาสถานศึกษา

https://sites.google.com/site/pudpas/naewthang-kar-thangan-khxng-phu-brihar/9-khwam-ru-khwam-samarth-ni-kar-phathna-sthan-suksa

ความรู้ความสามารถในการพัฒนาสถานศึกษา  เป็นงานที่ผู้บริหารที่ต้องสนใจอย่างยิ่งในการทำงาน

9.1.ระบบบริหารจัดการ (อาคารสถานที่)

ก.   งานอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม 

โครงการพัฒนาปรับปรุง  บำรุงรักษา  อาคารสถานที่และภูมิทัศน์ในโรงเรียน

9.2. การบริหารจัดการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม

ผู้รับผิดชอบ    

       แนวทางการปฏิบัติ / หน้าที่

ก.   กำหนดแนวทางการวางแผนการจัดการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา

ข.  บำรุงดูแล และพัฒนาอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาของสถานศึกษา

ให้อยู่ในสภาพมั่นคง ปลอดภัย เหมาะสมพร้อมที่ใช้ประโยชน์

ค.   ติดตามและตรวจสอบการใช้อาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา เพื่อให้

            เกิดความคุ้มค่า และเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้

ง.    สรุป ประเมินผล และรายงานการใช้อาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา

        ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

        ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการขอใช้อาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถาน

        ศึกษา  พ.. 2526 และแก้ไขเพิ่มเติม

9.3.   จัดทำโครงการ  พัฒนา ,โครงการพัฒนาปรับปรุง,  บำรุงรักษา , อาคารสถานที่และภูมิทัศน์ในโรงเรียนฯลฯ

        แนวทางปฏิบัติ / หน้าที่

ก.   ขออนุมัติโครงการ

ข.  กำหนดแผนการใช้อาคารสถานที่และพัฒนา

ค.   สำรวจสภาพอาคารและความปลอดภัย

ง.    ใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาอาคารสถานที่

จ.   พัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์และซ่อมแซมอาคารสถานที่

ฉ.  นิเทศติดตามและประเมินผล

ช.  รายงานและพัฒนา

9.4. การบริหารจัดการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม

       แนวทางการปฏิบัติ / หน้าที่

ก.   กำหนดแนวทางการวางแผนการจัดการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา

ข.  บำรุงดูแล และพัฒนาอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาของสถานศึกษาให้อยู่ในสภาพมั่นคง ปลอดภัย เหมาะสมพร้อมที่ใช้ประโยชน์

ค.   ติดตามและตรวจสอบการใช้อาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา เพื่อให้

ง.    เกิดความคุ้มค่า และเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้

จ.   สรุป ประเมินผล และรายงานการใช้อาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา

        ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

        ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการขอใช้อาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมของสถาน

 ศึกษา  พ.. 2526 และแก้ไขเพิ่มเติม

 

 

 

9.5.จัดทำโครงการรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม

                แนวทางปฏิบัติ / หน้าที่

ก.      แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน

ข.      ประชุมวางแผนการดำเนินงาน

ค.      ดำเนินงานกิจกรรมรักษ์สะอาด

ง.        กำหนดเขตสะอาดและกำหนดนักเรียนรับผิดชอบ

จ.       เลือกตั้งประธานและกรรมการตรวจเขตสะอาด

ฉ.      ครูปรึกษาของเขตสะอาดปฐมนิเทศนักเรียน

ช.      จัดทำแบบบันทึกและประเมินการทำงาน

ซ.      ปฏิบัติหน้าที่ในการทำความสะอาดแต่ละเขต

ฌ.    คณะกรรมการนักเรียนประเมินผล

ญ.    ประกาศผลการรักษาความสะอาดในรอบเดือน

ฎ.      ดำเนินงานกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ฏ.      กำหนดสถานที่ปลูกต้นไม้

ฐ.       บำรุงรักษาและพัฒนาสิ่งแวดล้อม

ฑ.    นิเทศติดตามและประเมินผล

ฒ.    สรุปผลการดำเนินงาน

9.6.จัดทำโครงการรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม

https://www.gotoknow.org/posts/435275

https://www.gotoknow.org/posts/425408

https://www.gotoknow.org/posts/247199

 

 

===== 5. ความสัมพันธ์กับชุมชน

http://www.nkpr.ac.th/index.php/en/ct-menu-item-35/94-articles/1334-article-25

ขอบข่ายงานในหน้าที่และความรับผิดชอบ

ของ

งานสัมพันธ์ชุมชน

  1. ติดต่อประสานงานกับชุมชน  องค์กรของรัฐและเอกชน  ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของโรงเรียน
  2. เป็นที่ปรึกษาของผู้บริหารและคณะครูในโรงเรียนเกี่ยวกับงานชุมชน
  3. อำนวยความสะดวกและประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับชุมชน
  4. ส่งเสริม  ฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของชุมชน  โดยการประสานกับฝ่ายกิจกรรม
    จัดกิจกรรมนั้น ๆ  ร่วมกับชุมชนตามเทศกาลและเวลาที่กำหนด
  5. จัดทำแผน  กฎระเบียบหรือแนวปฏิบัติต่าง ๆ  ในการให้บริการและประสานงาน
    กับหน่วยงานต่าง ๆ ในชุมชน
  6. จัดส่งเสริมและสนับสนุนด้านความรู้ในการประกอบอาชีพ  ส่งเสริมอาชีพแก่ชุมชน
  7. วางแผนดำเนินการร่วมกับฝ่ายกิจกรรม จัดกิจกรรมโรงเรียนสู่ชุมชนและชุมชนสู่โรงเรียน
  8. ให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกแก่ชุมชนด้านอาคารสถานที  วัสดุ  อุปกรณ์
    ตามความเหมาะสม
  9. นำครู – นักเรียนร่วมกับชุมชนพัฒนาตามคำขอความร่วมมือจากชุมชน
  10.  ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชุมชนจัดขึ้น
  11.  หางานหรือแหล่งประกอบการเพื่อให้นักเรียนได้ทำงานระหว่างปิดภาคเรียน
  12.  ปฏิบัติงานให้เป็นไปในทางส่งเสริมให้ชุมชนทุกโอกาส
  13.  ประเมินและรายงานผลการปฏิบัติงานให้ผู้บริหารทราบอย่างน้อยภาคเรียนละ  1 ครั้ง
  14.  ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

 

https://www.gotoknow.org/posts/417175

“ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันทางสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน”

ในหมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา มาตรา 58 กล่าวว่า “ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ทั้งจากรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์การชุมชนเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่นและต่างประเทศมาใช้จัดการศึกษา….”

….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/417175

 

ง30215 ตัวอย่างเว็บที่ทำจาก wordpress สวย ๆ 6/6 ควรดูเป็นตัวอย่าง

แหล่งที่ 1

 

แหล่งที่ 2

 

แหล่งที่ 3

 

แหล่งที่ 4

 

แหล่งที่ 5

ลองหาในกูเกิลเพิ่มเติมได้

OT30215 ง30215 งานของ ม.6/6 มาดูกันได้ค่ะ

https://docs.google.com/spreadsheets/d/1602eCpdsR_VZlgzd1_PTM1uMSDS6t-jyC2ZmRgu0Wxs/edit?usp=sharing

ติชมได้เลยค่ะ พี่ ๆ ม.6/6 รออยู่ (ครูบอกว่าจะให้ ม.3 ติชม)
ติดชมได้ทาง หน้านี้จ้า

ทำแผนบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง

คอมพิวเตอร์ ม.3

https://drive.google.com/drive/folders/0B1yKLcJ2C8HCQWxOVzJmbmFWRzA